Home / ปูพื้นฐานภาษาจีน / บทที่2| เสียงวรรณยุกต์ (声调) ในภาษาจีน

บทที่2| เสียงวรรณยุกต์ (声调) ในภาษาจีน

ก่อนที่นักเรียนจะเริ่มเรียนบทที่ 2 เหล่าซือแนะนำว่าให้เรียนบทที่ 1 ให้เสร็จก่อน บทที่ 1!

เสียงวรรณยุกต์ Tones (声调)

เสียงวรรณยุกต์จำเป็นมากไหมที่ต้องเรียน?

ตอบได้เลยว่าจำเป็นอย่างยิ่ง  ถ้าคุณไม่จำแล้วคุณจะออกเสียงถูกต้องได้อย่างไร  เพียงแค่เสียงวรรณยุกต์ต่างกัน ความหมายก็จะต่างไปด้วย ตย. คำว่า มา Mā แปลว่า แม่ แต่ คำว่า ม่า Mà แปลว่า ต่อว่า

เสียงวรรณยุกต์คืออะไร?

เสียงวรรณยุกต์คือ ระดับเสียงสูง ต่ำ ในภาษา ซึ่งสามารถทำให้ความหมายของคำเปลี่ยนไป (เช่น ภาษาไทยก็มีคำว่า สวย กับ ซวย) แต่มีบางภาษาที่ไม่มีเสียงวรรณยุกต์ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส  เป็นต้น

เสียงวรรณยุกต์มีความสำคัญเช่นไร?

สำคัญมากสิ! แม้แต่ภาษาไทยคุณยังต้องจำ เพียงแค่คุณพูดผิดเสียงวรรณยุกต์ ความหมายอาจจะเปลี่ยนไปได้เลย เช่น [母 MŬ มู่ แปลว่าแม่] ส่วน [木 MÙ มู้ แปลว่าไม้] แม้ว่าบางเสียงอาจจะฟังแล้วแปลกๆ ไม่เหมือนภาษาไทย แต่ก็ต้องลองพูด แล้วคุณจะรู้ว่าการพูดภาษาจีนนั้นไม่ยากอย่างที่คิด

เสียงวรรณยุกต์จีนมีทั้งหมดกี่เสียง?

ในภาษาจีนมีเสียงวรรณยุกต์ 4 รูป 4 เสียง และมีเสียงเบาอีก 1 เสียง ทุกพยางค์ในแต่ละคำจะเขียนสัญลักษณ์ ( ¯ ˊ ˇ ˋ ) ไว้บนเสียงหลักของสระ เช่น  mā, má, mǎ, mà,  ma

  1. เสียงที่1 

    ma1

    ขีดระนาบสั้น ๆ 1 เทียบเท่าเสียงสามัญในภาษาไทย เป็นเสียงค่อนข้างสูง

  1. เสียงที่2 

    ma2

    ขีดสั้น ๆ เอียงขวา 2 เทียบเท่าเสียงจัตวาในภาษาไทย เป็นเสียง กลาง-ขึ้น-สูง(เวลาพูดยกคิ้วของคุณในขณะที่พูด)

  1. เสียงที่3 

    ma3

    ขีดรูปลิ่ม  คล้ายเสียงเอกในภาษาไทยแต่ตัวนี้ไม่เหมือนกันสักทีเดียว เป็นเสียง ต่ำ-ขึ้น(เวลาพูดก้มหน้าแล้วค่อยเงยขึ้น)

  1. เสียงที่4 

    ma4

    ขีดสั้น ๆ เอียงซ้าย 4 เทียบเท่าเสียงโทในภาษาไทย เป็นเสียงสูง-ตก (เวลาเหยียบเท้าของคุณเบา ๆ)

  2. เสียงที่5 

    ma5

    ไม่มีเครื่องหมาย เป็นเสียงลมที่ออกเสียงเบาก็พอ

 

การเขียนเครื่องหมายแทนเสียงวรรณยุกต์

การวางเครื่องหมายวรรณยุกต์ให้วางไว้บนสระหลัก ซึ่งมี

a      o      e       i       u       ü

  1. ตําแหน่งการใส่เครื่องหมายวรรณยุกต์ จะใส่ไว้ตามลําดับสระที่เรียงไว้ข้างบน
  2. ถ้าไม่มี a ให้มองหา o และ e ตามลำดับ เช่น běi (วางไว้บนตัว e เพราะ e มาก่อน i)
  3. ถ้ามี iu หรือ ui ให้วางวรรณยุกต์ไว้ที่ตัวหลังสุด diū
  4. ในการเติมเสียงวรรณยุกต์ลงบนตัว i นั้น ให้ตัดจุดบนตัว i ออกด้วย เช่น
  5. สระ ü ให้ตัดจุดบนตัว ü เช่นกัน yū
พินอินที่ถูกต้อง วิธีใส่วรรณยุกต์
miāo  วางไว้บนตัว a เพราะ a มาก่อน i และ o
běi  วางไว้บนตัว e เพราะ e มาก่อน i
liè  วางไว้บนตัว e เพราะ a มาก่อน i
yüē  วางไว้บนตัว e เพราะ e มาก่อน ü
 วางไว้บนตัว u เพราะมีสระตัวเดียว
shuài  วางไว้บนตัว a เพราะ a มาก่อน u และ i

 

เสียงวรรณยุกต์จีนกับไทยแตกต่างกันมากไหม?

โชคดีเสียงวรรณยุกต์ไทยเรามีตั้ง 5 เสียง เราจึงได้เปรียบกว่าชาติอื่นที่ยังสามารถเทียบเสียงวรรณยุกต์จีนกับไทยได้ตามที่กล่าวไว้ข้างบน แม้ยังมีบางเสียงที่ยังไม่สามารถเทียบกันได้ ดังนั้นการออกเสียงภาษาจีนสำหรับคนไทยไม่ยากเกินความพยายามเราแน่นอน แต่ยังไงก็ตามไม่ขอแนะนำให้ใช้ภาษาไทยเขียนกำกับคำอ่าน เพราะมันทำให้ออกเสียงได้ไม่ถูกต้องนะค่ะ

เรียนแค่บทที่ 1 และ บทที่ 2 ก็อ่านพินอินได้แล้วจริงหรอ?

ใช้แล้ววววว ยินดีด้วยค่ะนักเรียนทุกคน ตอนนี้ก็เหลือแค่ก็ฝึกฝนเท่านั้นแหละ

แล้วมีวิธีการฝึกฝนแบบไหนบ้าง ที่ง่ายๆและมีคุณภาพ?

มีค่ะ เพียงแค่นักเรียนใช้ตารางพินอินแบบออกเสียงได้ของเว็บเราซ้อมออกเสียงตาม เชื่อว่านักเรียนจะเก่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วมาก!

>>ตารางพินอิน<<

 

 

 

โพสต์มาแรง!!

เรียนภาษาระดับกลางตอน : หมีน้อยอาศัยอยู่ในถ้ำ

เหล่าซือไปเจอเข้ากับนิทานเด็กของคนจีนเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าน่าจะเอามาเป็นบทเรียนได้ เพราะคำศัพท์ก็ไม่ยากเกินไป และเนื้อเรื่องของนิทานก็ดูน่าสนใจอีกด้วย นิทานเรื่องสั้นๆเรื่องนี้เกี่ยวกับ น้องหมีที่ต้องการหาที่อยู่ใหม่ บทเรียนสั้นๆนี้เหล่าซือได้เอามาจากเว็บไซต์ภาษาจีนเว็บนี้ GuShi365.com นักเรียนสามารถเข้าไปหาดูได้น้า ไปเรียนกันเลยดีกว่า~     1. 课文 Kèwén บทเรียน …